อวยเวอร์!! 7แข้งที่สื่ออวยจนเวอร์

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า นักเตะสัญชาติอังกฤษนั้ขึ้นชื่อว่ามีชื่อเสียงโด่งดังและราคาค่าตัวแพงกันจนดูโอเวอร์กันอยู่แล้ว ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าสื่อต่าง ๆ พากันโหมข่าวพวกเขามากจนผู้คนต่างพากันรู้จักทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ก็มีหลาย ๆ คนที่พอเอาไปเทียบกับผู้เล่นที่มาจากประเทศอื่น ๆ แล้วกลับกลายเป็นว่าฝีเท้านั้นเทียบกันแทบไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีค่าตัวรวมถึงค่าเหนื่อยแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โดยเฉพาะผู้เล่นดาวรุ่งที่กำลังโชว์ฟอร์มกันได้อย่างโดดเด่นในเวทีพรีเมียร์ลีก  และนี่คือโฉมหน้า 7 นักเตะอังกฤษที่สื่อปั้นจนพวกเขามีชื่อเสียงโด่งดังจนเกินฝีเท้า!!
7. สก็อตต์ ซินแคลร์
ซินแคลร์ เคยเป็นนักเตะดาวรุ่งที่สื่ออังกฤษยกย่องว่ามีฝีเท้าจัดจ้านที่สุดคนหนึ่งในรุ่นของเขาแต่ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเขากลับดูเหมือนว่าจะหยุดพัฒนาตัวเองไปเสียเฉย ๆ ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของไหวพริบและความเร็วโดยในช่วงที่เขาเล่นอยู่กับ สวอนซี ซึ่งในขณะนั้นอายุได้ 22 ปีเขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีม ด้วยการกระหน่ำประตูมากมายช่วยให้ หงส์ขาว จบฤดูกาลในอันดับที่ 11 จนกระทั่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สอยไปร่วมทีมในปีต่อไป  อย่างไรก็ตามนี่อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งของเขา เมื่อตัวรุกผู้ดีคนนี้ไม่สามารถโชว์ฟอร์มภายใต้ยูนิฟอร์มเรือใบสีฟ้าได้เลย จนต้องโดนดองแถมยังได้รับบาดเจ็บยาวจนคอบอลลืมชื่อลืมหน้ากันไปเสียสนิท สุดท้ายเขาก็โดนปล่อยให้ แอสตัน วิลลา ยืมตัวไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนในที่สุด
6. ฟรานซิส เจฟเฟอร์

ถึงแม้ว่ายอดกุนซืออย่าง อาร์เซน เวนเกอร์ จะเคยปั้น เธียร์รี อองรี และ เดนิส เบิร์กแคมป์ จากนักเตะระดับกลาง ๆ จนก้าวขึ้นไปเป็นศูนย์หน้าระดับโลกได้มาแล้ว แต่กับแข้งผู้ดีเจ้าของฉายา “ฟ็อกซ์ อิน เดอะ บ็อกซ์” (คนที่สอง) คนนี้กลับมีผลลัพธ์ตรงกันข้าม ในสมัยที่เขายังเป็นนักเตะดาวรุ่งอยู่กับทีมเอฟเวอร์ตัน กองหน้าคนนี้กระหน่ำประตูคู่แข่งได้อย่างดุดันเฉียบขาดและดูมีสัญชาตญาณสุด ๆ จนสื่อต่างอวยกันว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมชาติได้ในเวลาไม่นานแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ทำประตูให้อาร์เซนอลได้เพียงแค่ 8 ลูก จากการลงสนาม 40 เกม จนกระทั่งโดนจำหน่ายออกไปในที่สุด แถมนับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ไม่ว่า เจฟเฟอร์ จะไปเล่นให้ทีมไหนหรือระดับใดก็ตามเขาไม่เคยยิงได้เกิน 5 ลูกเลยจนถึงทุกวันนี้
5. แอนดี้ แคร์โรล
ศูนย์หน้าร่างโย่งคนนี้แจ้งเกิดจนโด่งดังอย่างสุด ๆ มาสมัยที่เขาค้าแข้งอยู่กับ นิวคาสเซิล เพราะไม่ว่าจะเป็นลูกยิงด้วยเท้าซ้าย เท้าขวา ลูกโหม่ง เล่นทาง หรืออัดเต็มหลังเท้า แคร์โรล คนนี้ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งหมดในช่วง 1 ฤดูกาลกับอีกครึ่งหนึ่งก่อนที่เขาจะย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล แคร์โรล กระหน่ำประตูให้สาลิกาดงไปถึง 30 เม็ด จากนั้นจึงมาอยู่กับหงส์แดงด้วยค่าตัวราว 35 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงสุด ๆ สำหรับนักเตะอายุน้อยอย่างเขาแต่แล้วความคาดหวังของแฟนบอลก็ต้องพังทลายสิ้น เมื่อสไตรเกอร์ผู้ดีคนนี้ไม่สามารถยิงประตูให้ทีมได้มากอย่างที่เคยทำ แถมยังเล่นไม่เข้าระบบและบาดเจ็บบ่อยครั้งจนแทบไม่มีโอกาสได้ลงสนาม สุดท้ายก็ต้องย้ายออกไปแบบล้มเหลวสุด ๆ
4. ไมกาห์ ริชาร์ด

ต้องบอกก่อนเลยว่าจริง ๆ แล้ว ไมกาห์ ไม่ใช่นักเตะที่ล้มเหลวบนเส้นทางค้าแข้งของเขา เพราะเขาสามารถลงเล่นได้ตามมาตรฐานของผู้เล่นกองหลังทั่วไปอยู่จนถึงทุกวันนี้แต่ในช่วงที่เขายังเป็นวัยรุ่นอยู่กับทีมเรือใบสีฟ้า ในช่วงก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน แบ็คขวาชาวอังกฤษคนนี้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้เล่นพรสวรรค์สูงที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
3. ไมเคิล จอห์นสัน
หากใครยังจำกันได้ ไมเคิล จอห์นสัน เคยเป็นหนึ่งในผู้เล่นมิดฟิลด์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมิดฟิลด์พรสวรรค์สูงที่มีฝีเท้าดีที่สุดในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาบวกกับฝีเท้าที่โดดเด่นเกินกว่านักเตะในวัยเดียวกันทำให้ทุกแสงสปอร์ตไลท์ต่างสาดลงมาที่เขาจนคนทั่วโลกให้ความสนใจกันแทบตลอดเวลาแต่แล้วชีวิตของเขาก็ต้องพลิกผันเมื่อถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานจนต้องพักยาวไป และเมื่อหายเจ็บกลับมาก็ไม่สามารถเรียกฟอร์มเดิมออกมาได้ แถมยังปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนอ้วนฉุ จนต้องยอมแขวนสตั๊ดไปด้วยวัยเพียงแค่ 27 ปีเท่านั้น
2. ทอม เคลฟเวอร์รีย์
หนูทอมคนนี้เคยเป็นหนึ่งนักเตะดาวรุ่งที่ดูมีแววก้าวขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์ระดับท็อปได้มากที่สุดคนหนึ่งภายใต้การคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อฤดูกาล 2012-13จนกระทั่งการเข้ามาของ เดวิด มอยส์ แข้งดาวรุ่งผีคนนี้ก็ได้รับโอกาสน้อยลงมากกว่าเดิม ซึ่งน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พัฒนาการทางด้านฝีเท้าของ เคลฟเวอร์รีย์ นั้นช้าลงจนแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำและในที่สุดเมื่อ หลุยส์ ฟาน กัล ได้รับหน้าที่กุมบังเหียนทีมเมื่อต้นฤดูกาลน้องทอมของเด็กผีก็ต้องถูกส่งต่อให้ทีมอื่นยืมตัวไปและดูท่าจะหมดอนาคตในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นที่แน่นอนแล้วเช่นกัน
1. ราฮีม สเตอร์ลิง
สำหรับนักเตะฝีเท้าฉกาจของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล คนนี้ต้องบอกว่าเขานั้นยังเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่ดูดีมีแววก้าวขึ้นเป็นระดับโลกมากที่สุดในช่วงสองปีหลังมานี้แต่ด้วยความที่ตอนนี้เจ้าหนูราฮีมยังคงมีอายุเพียง 20 ปี แต่สื่อกลับเล่นข่าวของเขาจนกลายเป็นประเด็นหลักในวงการฟุตบอลแทบไม่เว้นแต่ละวัน รวมถึงการที่มีข่าวว่าเขาเรียกร้องค่าเหนื่อยจากต้นสังกัดสูงถึง 180,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ก็เล่นกัน เพราะหากเทียบกับผู้เล่นคนอื่น ๆ ที่ดีกว่าเขาแล้วตัวเลขนี้ถือว่าสูงเกินความจำเป็นจริง ๆและแน่นอนว่าตอนนี้ สเตอร์ลิง กำลังอยู่ในช่วงที่มีแต่ความกระวนกระวายใจจากการที่เขามีชื่อเสียงโด่งดังมากนั่นเอง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อฟอร์มการเล่นและสมาธิในสนามและสุดท้ายต้องมาดูกันต่อไปว่าเขาจะสามารถแบกรับภาระของความโด่งดังเอาไว้ได้จนก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นระดับโลกได้สำเร็จ หรือจะค่อย ๆ เลือนหายไปจากเกมระดับท็อปในอนาคตเช่นคนอื่น ๆ…

รู้หรือไม่ ? ฟุตบอลไทยมีประวัติอย่างไร

รู้หรือไม่ ? ฟุตบอลไทยมีประวัติอย่างไร
กีฬาฟุตบอลในประเทศไทย ได้มีการเล่นตั้งแต่สมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่างๆ ที่ประเทศอังกฤษ และผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมายังประเทศไทยเป็นคนแรกคือ “เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)” หรือ ที่ประชนชาวไทยมักเรียกชื่อสั้นๆว่า “ครูเทพ”
เมื่อปี พ.ศ. 2454-2458 ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการครั้งแรก เมื่อท่านได้นำฟุตบอลเข้ามาเล่นในประเทศไทย หลายคนกล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศร้อน เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศหนาวมากกว่า และเป็นเกมที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่นและผู้ชมได้ง่าย ซึ่งข้อวิจารณ์ดังกล่าวถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคล้อยตามได้ แต่ภายหลังข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ค่อยๆ หมดไปจนกระทั่งกลายเป็น กีฬายอดนิยมที่สุดของประชาชนชาวไทยและชาวโลกทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมีวิวัฒนาการดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้
– พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จนิวัติพระนคร กีฬาฟุตบอลได้รับความสนใจมากขึ้นจากบรรดาข้าราชการบรรดาครูอาจารย์ ตลอดจนชาวอังกฤษในประเทศไทยและผู้สนใจชาวไทยจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ
– พ.ศ. 2443 (รศ. 119) การแข่งขันฟุตบอลเป็นทางการครั้งแรกของไทยได้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์
– พ.ศ. 2444 (รศ. 120) หนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องกติกาการแข่งขันฟุตบอลสากลและการแข่งขันอย่างเป็นแบบแผนสากล โดยการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งแรกของประเทศไทยได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียนชายอายุไม่เกิน 20 ปี ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบน็อกเอาต์
– พ.ศ. 2448 (รศ. 124) เดือนพฤศจิกายน สามัคยาจารย์ สมาคม ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเป็นการแข่งขันฟุตบอลของบรรดาครูและสมาชิกครู โดยใช้ชื่อว่า “ฟุตบอลสามัคยาจารย์”
– พ.ศ. 2450-2452 (รศ. 126-128) ผู้ตัดสินฟุตบอลชาวอังชื่อ “มร.อี.เอส.สมิธ” อดีตนักฟุตบอลอาชีพได้มาทำการตัดสินในประเทศไทย เป็นเวลา 2 ปี ทำให้คนไทยโดยเฉพาะครู-อาจารย์ และผู้สนใจได้เรียนรู้กติกาและสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาก
– พ.ศ. 2451 (รศ. 127) มีการจัดการแข่งขัน “เตะฟุตบอลไกล” ครั้งแรก
– พ.ศ. 2452 (รศ. 128) รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสวรรคต เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2452 นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของผู้สนับสนุนฟุตบอลไทยในยุคนั้น ซึ่งต่อมาในปีนี้ กรมศึกษาธิการก็ได้ประกาศใช้วิธีการแข่งขัน “แบบพบกันหมด” (ROUND ROBIN) แทนวิธีจัดการแข่งขันแบบแพ้คัดออกสำหรับคะแนนที่ใช้นับเป็นแบบของแคนาดา (CANADIAN SYSTEM) คือ ชนะ 2 คะแนน เสมอ 1คะแนน แพ้ 0 คะแนน และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีความสนพระทัยกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างยิ่งถึงกับทรงกีฬาฟุตบอลเอง จากพระราชกิจวัตรของพระองค์รัชกาลที่ 6 ทางด้านฟุตบอลนับได้ว่าเป็นยุคทองของไทยอย่างแท้จริงอีกทั้งยังมีการเผยแพร่ข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และบทความต่างๆทางด้านฟุตบอลดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้
– พ.ศ. 2457 (รศ. 133) พระยาโอวาทวรกิจ” หรือนามปากกา “ครูทอง” ได้เขียนบทความกีฬา “เรื่องจรรยาของผู้เล่นและผู้ดูฟุตบอล” และ “คุณพระวรเวทย์ พิสิฐ” ได้เขียนบทความกีฬา “เรื่องการเล่นฟุตบอล” และ “พระยาพาณิชศาสตร์วิธาน” ได้เขียนบทความกีฬาที่ประทับใจชาวไทยอย่างยิ่ง “เรื่องอย่าสำหรับนักเลงฟุตบอล”
– พ.ศ. 2458 (รศ. 134) ประชาชนชาวไทยสนใจกีฬาฟุตบอลอย่างกว้างขวาง เนื่องจาก กรมศึกษาธิการได้พัฒนาวิธีการเล่น วิธีจัดการแข่งขัน การตัดสิน กติกาฟุตบอลที่สากลยอมรับ ตลอดจนระเบียบการแข่งขันที่รัดกุมยิ่งขึ้น และผู้ใหญ่ในวงการให้ความสนใจอย่างแท้จริงนับตั้งแต่พระองค์รัชกาลที่ 6 เองลงมาถึงพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงสามัญชน และชาวต่างชาติ และในปี พ.ศ. 2458 จึงได้มีการแข่งขันฟุตบอลประเภทสโมสรครั้งแรกเป็นการชิงถ้วยพระราชทานและเรียกชื่อการแข่งขันฟุตบอลประเภทนี้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลถ้วยทองของหลวง”…